
ในโลกที่การโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลาการรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆที่เน้นการป้องกันเฉพาะ “ขอบเขต” (Perimeter Security) อาจไม่เพียงพออีกต่อไปเหมือนกับการสร้างกำแพงสูงล้อมรอบเมืองแต่ภายในเมืองกลับไม่มีทหารคอยตรวจตรานั่นหมายความว่าถ้าศัตรูสามารถข้ามกำแพงเข้ามาได้พวกเขาก็จะสามารถยึดครองเมืองได้อย่างง่ายดายนี่คือจุดอ่อนของระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมและเป็นเหตุผลที่ทำให้แนวคิด **Zero Trust Network Architecture (ZTNA)** หรือสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบไม่เชื่อใจใครเลยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังทำงานจากบ้านโดยใช้แล็ปท็อปส่วนตัวเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของบริษัทข้อมูลสำคัญของบริษัทถูกเก็บไว้บน Cloud Server ที่เข้าถึงได้จากทุกที่ทั่วโลกในสถานการณ์เช่นนี้การรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆที่อาศัย Firewall และ VPN เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด Hacker อาจเจาะเข้ามาในระบบผ่านช่องโหว่ของแล็ปท็อปส่วนตัวของคุณหรือขโมยรหัสผ่านของพนักงานและเข้าถึงข้อมูลสำคัญของบริษัทได้โดยง่าย
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกับ Zero Trust Network Architecture อย่างละเอียดตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานองค์ประกอบสำคัญไปจนถึงขั้นตอนการนำไปใช้งานจริงพร้อมทั้งยกตัวอย่าง Command และ Configuration ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงเพื่อให้คุณสามารถปกป้องเครือข่ายและข้อมูลของคุณจากภัยคุกคามที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นที่สำคัญเราจะมาดูกันว่าทำไม **Zero Trust Network Architecture คืออะไรทำยังไง** ถึงกลายเป็นคำถามสำคัญที่ทุกองค์กรต้องหาคำตอบ
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
Zero Trust Network Architecture (ZTNA) คืออะไร?
Zero Trust Network Architecture (ZTNA) คือแนวคิดในการรักษาความปลอดภัยที่ “ไม่เชื่อใจใครเลย” ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานที่อยู่ภายในหรือภายนอกเครือข่าย ZTNA สมมติว่าทุกการเข้าถึงทรัพยากรเครือข่ายอาจเป็นภัยคุกคามและจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวดก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าถึงได้แนวคิดนี้เปลี่ยนแปลงจากการ “เชื่อใจแล้วค่อยตรวจสอบ” (Trust then Verify) ไปเป็น “ไม่เชื่อใจและตรวจสอบเสมอ” (Never Trust, Always Verify)
ZTNA ยึดหลักการพื้นฐาน 3 ประการได้แก่ Assume Breach (สมมติว่าเครือข่ายถูกบุกรุกไปแล้ว), Verify Explicitly (ตรวจสอบทุกการเข้าถึงอย่างชัดเจน) และ Least Privilege Access (ให้สิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น) หลักการเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์และปกป้องข้อมูลสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลองพิจารณาตัวอย่างการเข้าถึงไฟล์ Server ภายในองค์กรในระบบแบบเดิมผู้ใช้งานที่อยู่ในเครือข่ายภายในอาจสามารถเข้าถึงไฟล์ Server ได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมแต่ในระบบ ZTNA ผู้ใช้งานจะต้องทำการยืนยันตัวตนด้วย Multi-Factor Authentication (MFA) ทุกครั้งก่อนที่จะเข้าถึงไฟล์ Server แม้ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ในเครือข่ายภายในก็ตามนอกจากนี้ผู้ใช้งานจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเฉพาะไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับงานของตนเท่านั้นเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่จำเป็น
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
ทำไม Zero Trust ถึงสำคัญในยุคปัจจุบัน?
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ Zero Trust กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นการทำงานจากระยะไกล (Remote Work) ที่ทำให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายจากหลากหลายสถานที่และอุปกรณ์ซึ่งยากต่อการควบคุมและตรวจสอบนอกจากนี้การใช้ Cloud Computing ทำให้ข้อมูลและแอปพลิเคชันกระจายอยู่บน Cloud ทำให้การรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด
ภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น Hacker พัฒนาเทคนิคการโจมตีใหม่ๆอยู่เสมอทำให้การป้องกัน “ขอบเขต” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและ Data Breach หรือการรั่วไหลของข้อมูลส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กรอย่างมากทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ Zero Trust กลายเป็นแนวทางที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัยในยุคปัจจุบัน
💡 บทความที่เกี่ยวข้อง: Forex Glossary
ผมเองก็เคยเจอปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าจากเครื่อง POS ที่ไม่ได้อัพเดท Patch ความปลอดภัยทำให้ Hacker สามารถเจาะเข้ามาในระบบและขโมยข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าไปได้หลังจากเหตุการณ์นั้นผมจึงให้ความสำคัญกับการอัพเดท Patch ความปลอดภัยของอุปกรณ์ทุกชนิดในเครือข่ายและนำแนวคิด Zero Trust มาปรับใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
องค์ประกอบสำคัญของ Zero Trust Network Architecture
การนำ ZTNA ไปใช้งานจริงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างทำงานร่วมกันได้แก่ Identity and Access Management (IAM), Multi-Factor Authentication (MFA), Microsegmentation, Policy Engine, Policy Enforcement Point (PEP), Security Information and Event Management (SIEM), Endpoint Detection and Response (EDR) และ Network Segmentation องค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อให้การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่แนะนำ: Harmonic Pattern ABCD Bat Gartley วิธีใช้ [2026]
IAM เป็นระบบบริหารจัดการตัวตนและการเข้าถึงเพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง MFA เป็นการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนเช่นรหัสผ่านร่วมกับ OTP (One-Time Password) หรือ Biometrics Microsegmentation เป็นการแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆเพื่อจำกัดการแพร่กระจายของภัยคุกคาม Policy Engine เป็นกลไกการตัดสินใจตามนโยบายที่กำหนดไว้เช่นการอนุญาตหรือปฏิเสธการเข้าถึงทรัพยากร PEP เป็นจุดบังคับใช้นโยบายเช่น Firewall, Proxy Server หรือ VPN Gateway SIEM เป็นระบบรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล Log เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติและ EDR เป็นระบบตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามบนอุปกรณ์ Endpoint เช่นคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
ผมเคยใช้ SquidNT Proxy ที่ผมพัฒนาเอง (ได้รับรางวัล Thaiware Award ในปี 2005 ด้วย) เป็นส่วนหนึ่งของระบบ PEP ในการกรอง Traffic ที่เข้าออกเครือข่ายทำให้สามารถควบคุมการเข้าถึงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆได้อย่างละเอียดและป้องกันการโจมตีจากภายนอกได้ในระดับหนึ่ง
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
วิธีการติดตั้งและตั้งค่า Zero Trust Network Architecture (ตัวอย่าง Microsegmentation)
การติดตั้งและตั้งค่า ZTNA อาจมีความซับซ้อนขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของเครือข่ายแต่ในภาพรวมแล้วสามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้สอดคล้องกับบทความเรื่องอ่านเพิ่ม: ราคาทองรูปพรรณวันนี้ — เช็คราค
- ประเมินความเสี่ยงและกำหนดเป้าหมาย: ระบุสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กรและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกำหนดเป้าหมายที่ต้องการบรรลุจากการนำ ZTNA มาใช้งาน
- เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม: เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณขององค์กรเช่น IAM, MFA, Microsegmentation, SIEM และ EDR
- ออกแบบสถาปัตยกรรม: ออกแบบสถาปัตยกรรม ZTNA ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมขององค์กรกำหนดนโยบายการเข้าถึงทรัพยากรเครือข่าย
- ติดตั้งและตั้งค่า: ติดตั้งและตั้งค่าเทคโนโลยีที่เลือกไว้ตามคู่มือและ Best Practice
- ทดสอบและปรับปรุง: ทดสอบระบบ ZTNA อย่างละเอียดและปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบ
- ติดตามและประเมินผล: ติดตามและประเมินผลการทำงานของระบบ ZTNA อย่างสม่ำเสมอและปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยอยู่เสมอ
ตัวอย่างการตั้งค่า Microsegmentation ด้วย Cisco ACI:
สมมติว่าเราต้องการแบ่งเครือข่ายออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ Web Server, Application Server และ Database Server โดยให้ Web Server สามารถเข้าถึง Application Server ได้และ Application Server สามารถเข้าถึง Database Server ได้แต่ Web Server ไม่สามารถเข้าถึง Database Server ได้โดยตรง
Configuration ตัวอย่าง:
// สร้าง Bridge Domain สำหรับแต่ละ Segment
bd create name Web_BD
bd create name App_BD
bd create name DB_BD
// สร้าง Application Profile
ap create name Web_App
// สร้าง EPG (Endpoint Group) สำหรับ Web Server
epg create name Web_EPG bd Web_BD ap Web_App
// สร้าง EPG สำหรับ Application Server
epg create name App_EPG bd App_BD ap Web_App
// สร้าง EPG สำหรับ Database Server
epg create name DB_EPG bd DB_BD ap Web_App
// สร้าง Contract เพื่ออนุญาตให้ Web_EPG เข้าถึง App_EPG
contract create name Web_to_App
subject create name Web_to_App_Sub prot tcp dstPort 80,443
provide Web_to_App epg Web_EPG
consume Web_to_App epg App_EPG
// สร้าง Contract เพื่ออนุญาตให้ App_EPG เข้าถึง DB_EPG
contract create name App_to_DB
subject create name App_to_DB_Sub prot tcp dstPort 1433 // MSSQL
provide App_to_DB epg App_EPG
consume App_to_DB epg DB_EPG
Configuration นี้เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นการตั้งค่าจริงอาจมีความซับซ้อนกว่านี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละองค์กร
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ในการนำ ZTNA ไปใช้งานมีข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่การไม่ประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียดการเลือกเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ไม่ถูกต้องการติดตั้งและตั้งค่าที่ไม่ถูกต้องการไม่ทดสอบและปรับปรุงระบบอย่างสม่ำเสมอและการไม่ให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานเกี่ยวกับ ZTNA
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยอีกอย่างหนึ่งคือการพยายามนำ ZTNA ไปใช้งานทั้งหมดในคราวเดียวซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนและล้มเหลวได้ควรเริ่มต้นจากการนำ ZTNA ไปใช้งานในส่วนที่สำคัญที่สุดของเครือข่ายก่อนแล้วค่อยๆขยายไปยังส่วนอื่นๆ
ผมเคยเจอปัญหาการตั้งค่า Firewall ผิดพลาดทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึง Application ที่จำเป็นได้หลังจากตรวจสอบพบว่า Rule ที่ตั้งไว้บล็อก Traffic ที่จำเป็นต้องใช้ผมจึงต้องแก้ไข Rule ให้ถูกต้องเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้ตามปกติ
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
ตารางเปรียบเทียบ Zero Trust กับ Perimeter Security
| คุณสมบัติ | Perimeter Security | Zero Trust Network Architecture |
|---|---|---|
| แนวคิดหลัก | เชื่อใจผู้ใช้งานภายในเครือข่าย | ไม่เชื่อใจใครเลยตรวจสอบทุกการเข้าถึง |
| การป้องกัน | ป้องกัน “ขอบเขต” ของเครือข่าย | ป้องกันทุกจุดในเครือข่าย |
| การยืนยันตัวตน | ยืนยันตัวตนครั้งเดียวเมื่อเข้าสู่เครือข่าย | ยืนยันตัวตนทุกครั้งที่เข้าถึงทรัพยากร |
| การควบคุมการเข้าถึง | ควบคุมการเข้าถึงตามกลุ่มหรือ Role | ควบคุมการเข้าถึงตาม User, Device, Context |
| การตอบสนองต่อภัยคุกคาม | ตอบสนองเมื่อภัยคุกคามเข้ามาในเครือข่าย | ป้องกันและตรวจจับภัยคุกคามตั้งแต่เริ่มต้น |
| ความซับซ้อน | น้อยกว่า | มากกว่า |
| ความเหมาะสม | เครือข่ายขนาดเล็ก, ความเสี่ยงต่ำ | เครือข่ายขนาดใหญ่, ความเสี่ยงสูง, Remote Work |
จากตารางจะเห็นได้ว่า ZTNA มีความซับซ้อนกว่าแต่ก็มีความปลอดภัยและยืดหยุ่นกว่า Perimeter Security อย่างมาก
- ข้อมูลเพิ่มเติม: no deposit bonus
- Slippage คืออะไรวิธีลดผลกระทบจาก Slippage [2026]
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
สรุป
Zero Trust Network Architecture (ZTNA) เป็นแนวคิดในการรักษาความปลอดภัยที่สำคัญในยุคปัจจุบันด้วยสถานการณ์ที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและร้ายแรงมากขึ้นการรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆที่เน้นการป้องกัน “ขอบเขต” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ZTNA ช่วยให้องค์กรสามารถลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์และปกป้องข้อมูลสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การนำ ZTNA ไปใช้งานอาจมีความซับซ้อนแต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนองค์กรควรเริ่มต้นจากการประเมินความเสี่ยงและกำหนดเป้าหมายเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมออกแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกต้องติดตั้งและตั้งค่าอย่างระมัดระวังทดสอบและปรับปรุงระบบอย่างสม่ำเสมอและให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานเกี่ยวกับ ZTNA เพื่อให้การนำ ZTNA ไปใช้งานประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่าลืมว่า LAN Card คืออะไรวิธีเลือก Network Card สำหรับ Server ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Infrastructure ที่ต้องดูแลด้วยนะครับรวมถึงการ SNMP Monitoring บน Managed Switch ทำยังไง ก็ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของ Network ได้ดีขึ้นและสุดท้าย Network Interface Teaming NIC Bonding ทำยังไง ก็ช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับ Network ของเราได้เช่นกัน
📖 อ่านเพิ่มเติม: SiamCafe.net ตำนาน IT ไทย 29 ปี
บทความแนะนำ: สนใจเรื่องการลงทุนและ Forex? อ่านได้ที่ เทรด Forex คืออะไร โดย iCafeFX
🎯 IT Career & Finance ที่ Siam2R.com