
เคยไหม? ที่ต้องเจอปัญหาอุปกรณ์เครือข่ายอยู่ไกล๊ไกล ไม่มีปลั๊กไฟให้เสียบ แถมสาย LAN ก็มีเส้นเดียว จะทำยังไงดี? ไม่ต้องห่วง! เพราะวันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง “PoE Splitter vs PoE Injector ใช้อันไหน เมื่อไหร่” อุปกรณ์สองตัวนี้แหละที่จะมาช่วยชีวิตคุณให้รอดพ้นจากสถานการณ์สุดกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหล่านี้!
ทำความเข้าใจ PoE: Power over Ethernet คืออะไร?
ก่อนจะไปถึงเรื่อง Splitter และ Injector เรามาปูพื้นฐานเรื่อง PoE หรือ Power over Ethernet กันก่อนดีกว่า PoE คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปพร้อมกับข้อมูลผ่านสาย LAN เส้นเดียวได้ ทำให้เราไม่ต้องลากสายไฟแยกต่างหากไปยังอุปกรณ์ปลายทาง ซึ่งสะดวกสบายและประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าเยอะ
ข้อดีของ PoE ที่เห็นได้ชัด:
- ประหยัดค่าใช้จ่าย: ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสายไฟและเต้ารับ
- ติดตั้งง่าย: ไม่ต้องเดินสายไฟใหม่ เพียงแค่ใช้สาย LAN ที่มีอยู่
- ความยืดหยุ่นสูง: ติดตั้งอุปกรณ์ในที่ที่ไม่มีปลั๊กไฟได้
- ความน่าเชื่อถือ: จ่ายไฟได้อย่างเสถียรและปลอดภัย
- การจัดการง่าย: สามารถควบคุมและตรวจสอบการจ่ายไฟจากส่วนกลางได้
PoE ถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์หลากหลายประเภท เช่น:
- IP Cameras (กล้องวงจรปิด)
- VoIP Phones (โทรศัพท์ VoIP)
- Wireless Access Points (จุดกระจายสัญญาณ Wi-Fi)
- IP Intercoms (ระบบอินเตอร์คอมแบบ IP)
- LED Lighting (ไฟ LED ที่รองรับ PoE)
PoE Splitter vs PoE Injector ใช้อันไหน เมื่อไหร่?
มาถึงพระเอกและนางเอกของเราในวันนี้ นั่นก็คือ PoE Splitter และ PoE Injector สองอุปกรณ์นี้ทำงานกันคนละแบบ แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ผ่านสาย LAN
PoE Injector: เติมไฟให้สาย LAN
PoE Injector หรือที่เรียกกันติดปากว่า “Midspan” คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ “ฉีด” ไฟฟ้าเข้าไปในสาย LAN พูดง่ายๆ คือมันจะแปลงไฟจากเต้ารับปกติให้กลายเป็นไฟ PoE แล้วส่งไปตามสาย LAN เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ปลายทาง
💡 บทความที่เกี่ยวข้อง: Forex สำหรับมือใหม่
สถานการณ์ที่ควรใช้ PoE Injector:
- เมื่อ Switch ของคุณไม่รองรับ PoE: หาก Switch ที่คุณใช้งานอยู่ไม่ใช่ PoE Switch คุณจะต้องใช้ Injector เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ PoE
- เมื่อคุณต้องการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ PoE เพียงไม่กี่ตัว: หากคุณมีอุปกรณ์ PoE แค่ 1-2 ตัว การใช้ Injector จะประหยัดกว่าการซื้อ PoE Switch ใหม่
- เมื่อคุณต้องการเพิ่มระยะทาง: Injector บางรุ่นสามารถเพิ่มระยะทางในการส่งสัญญาณ PoE ได้
ตัวอย่างการใช้งาน: สมมติว่าคุณต้องการติดตั้งกล้องวงจรปิด IP Camera ที่อยู่ห่างจาก Switch มากพอสมควร และ Switch ของคุณไม่รองรับ PoE คุณสามารถใช้ PoE Injector เสียบเข้ากับเต้ารับใกล้กับ Switch แล้วต่อสาย LAN จาก Injector ไปยัง IP Camera เพียงเท่านี้ IP Camera ของคุณก็จะได้รับทั้งไฟและข้อมูลผ่านสาย LAN เส้นเดียว
PoE Splitter: แยกไฟและข้อมูลออกจากสาย LAN
PoE Splitter คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับ Injector คือมันจะ “แยก” ไฟฟ้าและข้อมูลออกจากสาย LAN ที่มีสัญญาณ PoE อยู่แล้ว จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์ปลายทางผ่านสาย LAN ปกติ และส่งไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ปลายทางผ่านสาย DC
สถานการณ์ที่ควรใช้ PoE Splitter:
- เมื่ออุปกรณ์ปลายทางไม่รองรับ PoE: หากอุปกรณ์ปลายทางของคุณไม่รองรับ PoE แต่คุณต้องการจ่ายไฟให้มันผ่านสาย LAN คุณจะต้องใช้ Splitter เพื่อแยกไฟออกมา
- เมื่อคุณต้องการใช้ PoE กับอุปกรณ์ที่ต้องใช้แรงดันไฟที่แตกต่าง: Splitter บางรุ่นสามารถปรับแรงดันไฟให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ปลายทางได้
- เมื่อคุณต้องการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์หลายตัวจากแหล่ง PoE เดียว: โดยใช้ Splitter ที่มีพอร์ตจ่ายไฟหลายช่อง
ตัวอย่างการใช้งาน: สมมติว่าคุณมี Router ตัวเก่าที่ไม่รองรับ PoE แต่คุณต้องการใช้ Router ตัวนี้ในจุดที่ไม่มีปลั๊กไฟ คุณสามารถใช้ PoE Switch จ่ายไฟผ่านสาย LAN ไปยัง Router จากนั้นใช้ PoE Splitter ที่ปลายทางเพื่อแยกไฟออกมาจ่ายให้กับ Router และส่งข้อมูลไปยัง Router ผ่านสาย LAN ปกติ
ตารางเปรียบเทียบ PoE Splitter และ PoE Injector
| คุณสมบัติ | PoE Injector | PoE Splitter |
|---|---|---|
| หน้าที่หลัก | เติมไฟให้กับสาย LAN | แยกไฟและข้อมูลออกจากสาย LAN |
| ใช้เมื่อ | Switch ไม่รองรับ PoE, ต้องการจ่ายไฟให้อุปกรณ์ PoE ไม่กี่ตัว | อุปกรณ์ปลายทางไม่รองรับ PoE, ต้องการปรับแรงดันไฟ |
| ตำแหน่งการติดตั้ง | ใกล้กับ Switch | ใกล้กับอุปกรณ์ปลายทาง |
| พอร์ต | LAN In (จาก Switch), LAN & Power Out (ไปยังอุปกรณ์ PoE) | PoE In (จาก Switch PoE), LAN Out (ไปยังอุปกรณ์), DC Power Out (ไปยังอุปกรณ์) |
| ราคา (โดยประมาณ) | 500 – 2,000 บาท | 500 – 2,500 บาท |
ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม
- PoE Standard: ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Injector, Splitter, และอุปกรณ์ปลายทางของคุณรองรับ PoE Standard เดียวกัน (IEEE 802.3af, IEEE 802.3at, IEEE 802.3bt)
- Power Budget: คำนวณปริมาณไฟที่อุปกรณ์ปลายทางต้องการ และตรวจสอบให้แน่ใจว่า Injector หรือ Switch PoE ของคุณสามารถจ่ายไฟได้เพียงพอ
- Distance: ระยะทางในการส่งสัญญาณ PoE มีจำกัด (โดยทั่วไปคือ 100 เมตร) หากระยะทางไกลเกินไป คุณอาจต้องใช้ PoE Extender หรืออุปกรณ์อื่นๆ เพื่อเพิ่มระยะทาง
- Brand and Quality: เลือกซื้ออุปกรณ์จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพ เพื่อความปลอดภัยและความเสถียรในการใช้งาน
ตัวอย่างการใช้งานจริงที่ซับซ้อนขึ้น
ลองมาดูสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นอีกนิด สมมติว่าคุณต้องการติดตั้งกล้องวงจรปิด IP Camera ภายนอกอาคาร ซึ่งอยู่ไกลจาก Switch PoE หลัก และต้องการใช้ Solar Panel จ่ายไฟให้กับกล้องวงจรปิดเพื่อประหยัดพลังงาน
วิธีแก้ปัญหา:
- PoE Extender: ใช้ PoE Extender เพื่อขยายระยะทางในการส่งสัญญาณ PoE จาก Switch PoE หลักไปยังจุดที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด
- PoE Splitter: ใช้ PoE Splitter ที่ปลายทางเพื่อแยกไฟและข้อมูลออกจากสาย LAN
- DC-DC Converter: ใช้ DC-DC Converter เพื่อแปลงแรงดันไฟจาก Solar Panel ให้เป็นแรงดันไฟที่เหมาะสมกับกล้องวงจรปิด
- Backup Battery: ติดตั้ง Backup Battery เพื่อสำรองไฟในกรณีที่ Solar Panel ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้
ในกรณีนี้ PoE Splitter จะทำหน้าที่แยกไฟจากสาย LAN ที่มาพร้อมกับข้อมูล และส่งไฟไปยัง DC-DC Converter เพื่อแปลงแรงดันไฟให้เหมาะสมกับกล้องวงจรปิด ส่วนข้อมูลก็จะถูกส่งไปยังกล้องวงจรปิดผ่านสาย LAN ปกติ
สรุป: เลือกใช้อะไรดี? PoE Splitter หรือ PoE Injector?
ถึงตรงนี้คงพอจะเห็นภาพกันแล้วว่า PoE Splitter และ PoE Injector มีหน้าที่และการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความต้องการของคุณ
จำง่ายๆ:
- PoE Injector: ใช้เมื่อ Switch ของคุณไม่มี PoE หรือเมื่อคุณต้องการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ PoE ไม่กี่ตัว
- PoE Splitter: ใช้เมื่ออุปกรณ์ปลายทางของคุณไม่รองรับ PoE หรือเมื่อคุณต้องการปรับแรงดันไฟ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณเข้าใจเรื่อง “PoE Splitter vs PoE Injector ใช้อันไหน เมื่อไหร่” ได้อย่างกระจ่างแจ้ง หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เลยครับ!