Ubuntu 18.04 LTS — คู่มืออัปเกรดและ Migration ไป 22.04/24.04

Ubuntu 18.04 LTS — คู่มืออัปเกรดและ Migration ไป 22.04/24.04

Ubuntu 18.04 LTS: จุดสิ้นสุดของยุคและการเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลง

Ubuntu 18.04 LTS (Bionic Beaver) ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมและวางใจจากผู้ใช้ทั้งในแวดวงเดสก์ท็อปและเซิร์ฟเวอร์มายาวนาน ด้วยการสนับสนุนมาตรฐานระยะยาว (LTS) เป็นเวลา 5 ปี สำหรับภาพเดสก์ท็อปและ 10 ปี สำหรับภาพเซิร์ฟเวอร์ผ่านการสมัคร Ubuntu Pro อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนมาตรฐานฟรีสำหรับ 18.04 LTS ได้สิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2023 (สำหรับเดสก์ท็อป) และเมษายน 2028 (สำหรับเซิร์ฟเวอร์พื้นฐาน) ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถึงเวลาที่ผู้ใช้ต้องพิจารณาการอัปเกรดอย่างจริงจัง

การย้ายจากระบบเก่าที่ไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัยอีกต่อไป เป็นความเสี่ยงที่องค์กรและบุคคลไม่สามารถเพิกเฉยได้ บทความนี้จะเป็นคู่มือที่ครอบคลุมทุกแง่มุม ตั้งแต่การประเมินสถานะปัจจุบัน การเตรียมระบบ การเลือกเป้าหมายระหว่าง Ubuntu 22.04 LTS (Jammy Jellyfish) หรือ 24.04 LTS (Noble Numbat) ที่เพิ่งเปิดตัว ไปจนถึงขั้นตอนการอัปเกรดจริงและแก้ไขปัญหาที่พบบ่อย พร้อมด้วยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและกรณีศึกษาเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

การประเมินระบบและเลือกเส้นทางที่เหมาะสม: 22.04 LTS หรือ 24.04 LTS?

ก่อนเริ่มกระบวนการใดๆ ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมปัจจุบันของตนเองและตัดสินใจเลือกรุ่นเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุด โดยมีสองตัวเลือกหลักคือ Ubuntu 22.04 LTS และ 24.04 LTS

การตรวจสอบระบบ Ubuntu 18.04 ปัจจุบัน

เปิด Terminal และรันคำสั่งต่อไปนี้เพื่อดูข้อมูลระบบ:

lsb_release -a
hostnamectl
df -h
apt list --installed | wc -l

นอกจากนี้ ให้บันทึกแอปพลิเคชันและบริการที่สำคัญทั้งหมด รวมถึงการตั้งค่าในไฟล์คอนฟิกที่แก้ไข (เช่น ใน `/etc/`) การใช้เครื่องมือเช่น `dpkg –get-selections > installed_packages.list` สามารถช่วยบันทึกรายการแพ็กเกจได้

เปรียบเทียบ Ubuntu 22.04 LTS และ 24.04 LTS

เกณฑ์เปรียบเทียบ Ubuntu 22.04 LTS (Jammy Jellyfish) Ubuntu 24.04 LTS (Noble Numbat)
วันวางจำหน่าย เมษายน 2022 เมษายน 2024
การสนับสนุนจนถึง (เดสก์ท็อป/เซิร์ฟเวอร์) เมษายน 2027 / เมษายน 2032 เมษายน 2029 / เมษายน 2034
เคอร์เนลเริ่มต้น Linux 5.15 Linux 6.8
เดสก์ท็อปเริ่มต้น GNOME 42 (หรือ Unity สำหรับบาง Flavor) GNOME 46 (พร้อมการอัปเดต UI ครั้งใหญ่)
ไลบรารีระบบสำคัญ Glibc 2.35, GCC 11.2, Python 3.10 Glibc 2.39, GCC 13.2, Python 3.12
ความใหม่และเสถียรภาพ ผ่านการทดสอบมาแล้ว 2 ปี มีแพ็กเกจและไดรเวอร์รองรับกว้างขวาง ใหม่ล่าสุด มีฟีเจอร์ล้ำหน้า แต่บางไดรเวอร์/ซอฟต์แวร์อาจยังไม่รองรับเต็มที่
แนะนำสำหรับ สภาพแวดล้อมการผลิตที่ต้องการเสถียรภาพสูง, เซิร์ฟเวอร์, ระบบที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ผู้ใช้เดสก์ท็อปที่ต้องการฟีเจอร์ล่าสุด, ฮาร์ดแวร์ใหม่, และการสนับสนุนที่ยาวนานขึ้น

คำแนะนำ: สำหรับเซิร์ฟเวอร์และระบบที่ใช้ในงานวิกฤติ แนะนำให้อัปเกรดไปที่ 22.04 LTS ก่อนเพื่อความมั่นใจในความเสถียร จากนั้นค่อยวางแผนไป 24.04 ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ส่วนผู้ใช้เดสก์ท็อปทั่วไปที่ใช้ฮาร์ดแวร์ไม่เก่ามาก การข้ามไปที่ 24.04 LTS เลยก็เป็นตัวเลือกที่ดีเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

แนวทางการอัปเกรด: In-Place Upgrade vs. Fresh Installation vs. Migration

มีสามเส้นทางหลักสำหรับการย้ายจาก Ubuntu 18.04 ไปสู่รุ่นใหม่ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียและเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน

1. การอัปเกรดแบบ In-Place (ทางตรง)

เป็นวิธีการอัปเดตระบบเดิมไปเป็นรุ่นใหม่โดยพยายามรักษาแอปพลิเคชัน การตั้งค่า และข้อมูลผู้ใช้ไว้ให้มากที่สุด ใช้เครื่องมือ `do-release-upgrade`

ข้อดี: รักษาการตั้งค่าและแอปไว้ได้, ใช้เวลาน้อยกว่าการติดตั้งใหม่, เหมาะสำหรับระบบที่การตั้งค่าซับซ้อน
ข้อเสีย:มีความเสี่ยงเกิดข้อผิดพลาดสะสม, อาจเจอความไม่เข้ากันของแพ็กเกจ, ทำความสะอาดระบบเก่าได้ไม่สมบูรณ์
เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้เดสก์ท็อปทั่วไป, เซิร์ฟเวอร์ที่คอนฟิกไม่ซับซ้อนเกินไป

2. การติดตั้งใหม่แบบ Fresh Installation

คือการติดตั้ง Ubuntu รุ่นใหม่ลงบนพาร์ติชันที่ฟอร์แมตใหม่ทั้งหมด

ข้อดี: ได้ระบบที่สะอาดและปราศจากขยะ, เสถียรที่สุด, โอกาสเกิดปัญหาน้อย
ข้อเสีย: ต้องแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล/การตั้งค่า/แอปพลิเคชันทั้งหมดใหม่, ใช้เวลามาก
เหมาะสำหรับ: ระบบที่มีปัญหาสะสม, ต้องการเริ่มต้นใหม่, การย้ายไปฮาร์ดแวร์ใหม่, สภาพแวดล้อมที่ต้องการความสะอาดสูง

3. การย้ายระบบ (Migration) แบบคอนเทนเนอร์หรือเสมือน

สำหรับเซิร์ฟเวอร์ แนวทางสมัยใหม่คือการแยกบริการออกเป็นคอนเทนเนอร์ (Docker/Podman) หรือใช้การจัดการคอนฟิกด้วยเครื่องมือเช่น Ansible, Chef, Puppet ทำให้การย้ายระบบทำได้โดยการ deploy บนโฮสต์ใหม่

ข้อดี: ยืดหยุ่นสูง, ทำซ้ำได้, เหมาะกับ DevOps และระบบคลาวด์
ข้อเสีย: ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและความรู้ที่รองรับ
เหมาะสำหรับ: เซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการเว็บ, ฐานข้อมูล, แอปพลิเคชันที่อยู่ในคอนเทนเนอร์

คู่มือปฏิบัติ: ขั้นตอนการอัปเกรดจาก Ubuntu 18.04 LTS ไป 22.04 LTS

ส่วนนี้จะแสดงขั้นตอนโดยละเอียดสำหรับการอัปเกรดแบบ In-Place ไปยัง 22.04 LTS ซึ่งเป็นเส้นทางที่พบบ่อยที่สุด

ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมระบบและแบ็กอัพที่ขาดไม่ได้

คำเตือน: ห้ามข้ามขั้นตอนนี้เป็นอันขาด

  1. อัปเดตและอัปเกรด Ubuntu 18.04 ให้ถึงที่สุด:
    sudo apt update
    sudo apt upgrade
    sudo apt dist-upgrade
    sudo apt autoremove
  2. แบ็กอัพข้อมูลสำคัญ: คัดลอกไฟล์ใน `/home`, `/etc`, `/var/www` (หากมี) และข้อมูลแอปพลิเคชันอื่นๆ ไปยังสื่อจัดเก็บภายนอกหรือคลาวด์
  3. บันทึกรายการแพ็กเกจที่ติดตั้ง:
    dpkg --get-selections > ~/package-list-18.04.txt
    sudo apt list --installed > ~/installed-packages-18.04.txt
  4. บันทึกการตั้งค่าเครือข่าย, ผู้ใช้, และบริการ: จดหมายเลข IP, ชื่อโฮสต์, และตรวจสอบไฟล์ใน `/etc/network/`, `/etc/ssh/sshd_config` เป็นต้น
  5. ตรวจสอบพื้นที่ว่างบนดิสก์: ต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 8-10 GB สำหรับกระบวนการอัปเกรด

ขั้นตอนที่ 2: เริ่มกระบวนการอัปเกรด

  1. ติดตั้งเครื่องมือ `update-manager-core` (หากยังไม่มี):
    sudo apt install update-manager-core
  2. เปิดไฟล์คอนฟิกเพื่อให้อนุญาตการอัปเกรด LTS-to-LTS:
    sudo nano /etc/update-manager/release-upgrades

    เปลี่ยนบรรทัด `Prompt=lts` ให้แน่ใจว่ามีค่าเช่นนี้ (ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้น)

  3. รันคำสั่งเพื่อเริ่มการอัปเกรด:
    sudo do-release-upgrade
  4. เครื่องมือจะดาวน์โหลดแพ็กเกจ ตรวจสอบระบบ และแสดงข้อความสรุป กด y เพื่อดำเนินการต่อ
  5. ระหว่างกระบวนการ จะมีข้อความถามเกี่ยวกับการแทนที่ไฟล์คอนฟิก (เช่น `sshd_config`, `apache2.conf`) ให้อ่านอย่างระมัดระวัง:
    • เลือก ‘Y’ หากต้องการใช้ไฟล์คอนฟิกใหม่ (ไฟล์เดิมจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น `.dpkg-old`)
    • เลือก ‘N’ หากต้องการเก็บไฟล์เดิมของคุณ (ไฟล์ใหม่จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น `.dpkg-dist`)
  6. ระบบจะรีสตาร์ทหลังจากติดตั้งเสร็จสิ้น

ขั้นตอนที่ 3: หลังการอัปเกรดและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

  1. ตรวจสอบรุ่น:
    lsb_release -a
    cat /etc/os-release
  2. อัปเดตแพ็กเกจของรุ่นใหม่:
    sudo apt update
    sudo apt upgrade
    sudo apt autoremove
  3. ตรวจสอบการทำงานของบริการหลัก: เช่น Apache, MySQL, Docker, SSH
    sudo systemctl status ssh apache2 mysql
  4. ปัญหาพบบ่อยและวิธีแก้:
    • รีพอซิทอรีของบุคคลที่สามพัง: ต้องอัปเดตลิงก์รีพอซิทอรีใน `/etc/apt/sources.list.d/` ให้เป็นรุ่น `jammy` (สำหรับ 22.04) หรือ `noble` (สำหรับ 24.04) หรือติดตั้งใหม่
    • ไดรเวอร์กราฟิกมีปัญหา: ลองใช้ไดรเวอร์โอเพนซอร์ส (`xserver-xorg-video-nouveau`) หรืออัปเดตไดรเวอร์ proprietary จาก “Software & Updates”
    • แอปพลิเคชันไม่ทำงาน: ตรวจสอบว่าต้องการไลบรารีรุ่นใหม่หรือไม่ หรือหาทางติดตั้งผ่าน Snap/Flatpak/AppImage แทน

กรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices)

กรณีศึกษา 1: บริษัทสตาร์ทอัพย้ายเว็บเซิร์ฟเวอร์จาก 18.04 ไป 22.04

สถานการณ์: มีเซิร์ฟเวอร์ 2 เครื่อง ให้บริการเว็บแอปพลิเคชัน (LEMP Stack: Linux, Nginx, MySQL, PHP) และเซิร์ฟเวอร์แอปพลิเคชัน (Node.js)

แผนการดำเนินงาน:

  1. เตรียมเซิร์ฟเวอร์ใหม่: ติดตั้ง Ubuntu 22.04 LTS บนเซิร์ฟเวอร์ใหม่ (บนคลาวด์หรือฮาร์ดแวร์ใหม่)
  2. ใช้ Infrastructure as Code: ใช้สคริปต์ Ansible ที่มีอยู่แล้ว deploy Nginx, MySQL, Node.js และการตั้งค่าความปลอดภัยพื้นฐานลงบนเซิร์ฟเวอร์ใหม่
  3. ย้ายข้อมูล: ดัมป์ฐานข้อมูล MySQL จากเซิร์ฟเวอร์เก่าและกู้คืนลงใหม่, ซิงค์ไฟล์เว็บแอปพลิเคชันผ่าน rsync
  4. ทดสอบ: ชี้ DNS record การทดสอบ (เช่น staging.example.com) ไปที่เซิร์ฟเวอร์ใหม่และทดสอบการทำงานอย่างละเอียด
  5. สลับระบบ (Cut-over): ในเวลาที่ traffic ต่ำสุด (เช่น เที่ยงคืนวันเสาร์) ปรับ TTL ของ DNS ล่วงหน้า, ทำขั้นตอนที่ 3 อีกครั้งเพื่อเก็บข้อมูลล่าสุด, สลับ DNS record หลักไปที่เซิร์ฟเวอร์ใหม่
  6. เฝ้าสังเกต: ตรวจสอบ error log และ performance ของเซิร์ฟเวอร์ใหม่อย่างใกล้ชิดหลังสลับระบบ

ผลลัพธ์: การย้ายระบบสำเร็จโดยมี Downtime น้อยกว่า 5 นาที และได้ระบบที่สะอาดและอัปเดตแล้ว

กรณีศึกษา 2: ห้องแล็บวิจัยอัปเกรดเดสก์ท็อป 50 เครื่อง

สถานการณ์: คอมพิวเตอร์ในห้องแล็บติดตั้ง Ubuntu 18.04 พร้อมซอฟต์แวร์เฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์หลายตัว

แผนการดำเนินงาน:

  1. สร้าง Master Image: เลือกเครื่องทดสอบ 1 เครื่อง, ทำ Fresh Installation Ubuntu 22.04/24.04, ติดตั้งและคอนฟิกซอฟต์แวร์ทั้งหมดให้สมบูรณ์, ใช้เครื่องมือเช่น `systemback` (ในอดีต) หรือ `Cubic` เพื่อสร้าง ISO image ที่ปรับแต่งแล้ว
  2. ทดสอบภาพ: Deploy ภาพดังกล่าวบนเครื่องทดสอบ 2-3 เครื่อง และให้ผู้ใช้ทดลองใช้งานจริง
  3. แบ็กอัพข้อมูลผู้ใช้: ใช้สคริปต์เก็บข้อมูลใน `/home` ของแต่ละเครื่องขึ้นเซิร์ฟเวอร์กลาง
  4. ติดตั้งภาพแบบไร้สาย (PXE Boot) หรือผ่าน USB: ติดตั้งภาพ Master ลงบนเครื่องทั้งหมดในเครือข่าย
  5. คืนข้อมูลผู้ใช้: คืนข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์กลางกลับไปยังเครื่องแต่ละเครื่องหลังติดตั้ง

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์

  • ทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ Production ก่อนเสมอ: สร้าง VM หรือใช้เครื่องสำรองเพื่อทดสอบกระบวนการอัปเกรดทั้งหมด
  • มีแผน Rollback ที่ชัดเจน: รู้ว่าจะย้อนกลับไปสู่ระบบเดิมได้อย่างไรหากเกิดปัญหาร้ายแรง (เช่น จากแบ็กอัพเต็มระบบ)
  • ตรวจสอบความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์เฉพาะทาง: ซอฟต์แวร์ทางวิทยาศาสตร์, การเงิน, หรือซอฟต์แวร์ล้าสมัยอาจทำงานบนไลบรารีรุ่นเก่า ต้องวางแผนใช้ Docker หรือ LXD เพื่อแยกสภาพแวดล้อมหากจำเป็น
  • สื่อสารกับผู้ใช้: หากเป็นองค์กร ต้องแจ้งกำหนดการ Downtime และการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลต่อการทำงานล่วงหน้า
  • ติดตาม Log อย่างใกล้ชิด: ตรวจสอบ `/var/log/dist-upgrade/` และ log ของระบบ (`journalctl`) หลังอัปเกรดเพื่อหาข้อผิดพลาดที่ซ่อนอยู่

การย้ายไป Ubuntu 24.04 LTS: สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

หากคุณตัดสินใจที่จะข้ามรุ่นไปที่ Ubuntu 24.04 LTS โดยตรงจาก 18.04 มีประเด็นสำคัญบางประการที่แตกต่างจากการอัปเกรดไป 22.04

  • ต้องอัปเกรดสองขั้นตอน (Double Upgrade): โดยทั่วไป `do-release-upgrade` จะอนุญาตให้อัปเกรดจาก LTS รุ่นก่อนหน้าได้เพียงรุ่นเดียว (จาก 18.04 ไป 20.04) ดังนั้นคุณอาจต้องอัปเกรดไปที่ 20.04 ก่อน แล้วค่อยไป 22.04 และสุดท้ายไป 24.04 ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและใช้เวลานาน ทางเลือกที่ดีกว่าคือการทำ Fresh Installation สำหรับการข้ามรุ่นที่มากขนาดนี้
  • การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ GNOME: UI ของ GNOME 46 ใน Ubuntu 24.04 มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ (เช่น ปุ่มปิด-ขยาย-ย่อหน้าต่างที่ย้ายไปด้านขวา, การจัดการ Workspace ใหม่) ผู้ใช้ต้องเตรียมใจและอาจต้องฝึกอบรมเล็กน้อย
  • การสนับสนุนฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่: Linux Kernel 6.8 รองรับฮาร์ดแวร์ล่าสุดได้ดีกว่า แต่ก็อาจลดการสนับสนุนไดรเวอร์สำหรับฮาร์ดแวร์ที่เก่ามากๆ ลง ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์พิเศษเช่น Printer, Scanner, การ์ดจอ
  • การเปลี่ยนมาใช้ Snap เป็นหลักสำหรับบางแพ็กเกจ: Ubuntu 24.04 ส่งมอบ Firefox และบางแอปเป็น Snap package โดยค่าเริ่มต้นมากขึ้น ผู้ใช้ที่ต้องการ .deb แบบเดิมอาจต้องติดตั้งจากช่องทางอื่นหรือปรับตัวกับการใช้ Snap

Summary

การอัปเกรดจาก Ubuntu 18.04 LTS ที่สิ้นสุดการสนับสนุนแล้ว เป็นภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการรักษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบ ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางไปสู่ 22.04 LTS ที่พิสูจน์ความเสถียรแล้ว หรือก้าวกระโดดไปยัง 24.04 LTS ที่ทันสมัยที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางแผนอย่างรอบคอบ การแบ็กอัพข้อมูลอย่างไม่มีข้อยกเว้น และการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ Production ก่อนลงมือจริง สำหรับเซิร์ฟเวอร์ แนวโน้มการย้ายไปสู่การจัดการด้วย IaC และคอนเทนเนอร์จะทำให้การอัปเกรดในอนาคตง่ายขึ้นมาก ในขณะที่ผู้ใช้เดสก์ท็อปอาจพบว่าการติดตั้งใหม่พร้อมการย้ายข้อมูลเป็นวิธีที่สะอาดและน่าเชื่อถือที่สุด การอัปเกรดไม่ใช่แค่การได้ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ แต่เป็นโอกาสในการทำความสะอาดระบบ ปรับปรุงความปลอดภัย และอัปเดตสถาปัตยกรรมให้ทันสมัย พร้อมรับมือกับความท้าทายในอีกหลายปีข้างหน้า

จัดส่งรวดเร็วส่งด่วนทั่วประเทศ
รับประกันสินค้าเคลมง่าย มีใบรับประกัน
ผ่อนชำระได้บัตรเครดิต 0% สูงสุด 10 เดือน
สะสมแต้ม รับส่วนลดส่วนลดและคะแนนสะสม

© 2026 SiamLancard — จำหน่ายการ์ดแลน อุปกรณ์ Server และเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ

SiamLancard
Logo
Free Forex EA — XM Signal · SiamCafe Blog · SiamLancard · Siam2R · iCafeFX
iCafeForex.com - สอนเทรด Forex | SiamCafe.net
Shopping cart