LACP Link Aggregation บน Switch ทำยังไง

เคยไหมที่เครือข่ายของคุณเริ่มอืดอาด โอนถ่ายไฟล์ขนาดใหญ่ทีไรต้องรอกันนานสองนาน? หรือเซิร์ฟเวอร์ตัวเก่งของคุณต้องรองรับทราฟฟิกมหาศาลจนแบนด์วิดท์ที่มีอยู่ไม่พอใช้? ถ้าคำตอบคือ “ใช่” แสดงว่าคุณอาจจะต้องพิจารณาเทคโนโลยีที่เรียกว่า LACP Link Aggregation แล้วล่ะครับ!

LACP Link Aggregation บน Switch ทำยังไง: คู่มือฉบับผู้เชี่ยวชาญ

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเทคโนโลยี LACP (Link Aggregation Control Protocol) Link Aggregation บน Switch ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการคอนฟิกอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างจริง และข้อควรรู้อื่นๆ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือให้กับเครือข่ายของคุณ

Link Aggregation คืออะไร?

ก่อนที่เราจะไปถึง LACP เรามาทำความเข้าใจกับ Link Aggregation กันก่อน Link Aggregation คือการรวมลิงก์ทางกายภาพหลายเส้น (เช่น สาย LAN หลายเส้น) เข้าด้วยกันให้เป็นลิงก์เดียวทางตรรกะ (logical link) เพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์โดยรวม และเพิ่มความทนทานต่อความผิดพลาด (fault tolerance) หากลิงก์ใดลิงก์หนึ่งเสียไป ลิงก์อื่นๆ ที่เหลือก็จะยังคงทำงานต่อไปได้ ทำให้ระบบยังคงสามารถทำงานได้โดยไม่หยุดชะงัก

ลองนึกภาพว่าคุณมีท่อส่งน้ำอยู่หลายท่อ แต่ละท่อมีขนาดจำกัด หากคุณต้องการส่งน้ำปริมาณมากขึ้น คุณสามารถนำท่อเหล่านั้นมาต่อรวมกันให้เป็นท่อเดียวที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ Link Aggregation ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากท่อส่งน้ำเป็นสาย LAN และเปลี่ยนจากน้ำเป็นข้อมูล

LACP คืออะไร และทำไมต้องใช้?

LACP (Link Aggregation Control Protocol) เป็นโปรโตคอลมาตรฐาน (IEEE 802.3ad) ที่ใช้ในการจัดการและควบคุม Link Aggregation อย่างอัตโนมัติ LACP ช่วยให้สวิตช์สามารถเจรจาต่อรองและกำหนดค่า Link Aggregation ร่วมกันได้ ทำให้การตั้งค่าและการจัดการง่ายขึ้นมาก นอกจากนี้ LACP ยังช่วยตรวจจับปัญหาต่างๆ เช่น ลิงก์ที่ผิดพลาด หรือการกำหนดค่าที่ไม่ถูกต้อง ทำให้มั่นใจได้ว่า Link Aggregation จะทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

การใช้ LACP มีข้อดีหลายประการ:

  • เพิ่มแบนด์วิดท์: รวมแบนด์วิดท์ของหลายลิงก์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้มากขึ้น
  • เพิ่มความทนทานต่อความผิดพลาด: หากลิงก์ใดลิงก์หนึ่งเสียไป ลิงก์อื่นๆ ที่เหลือก็จะยังคงทำงานต่อไปได้
  • ลดความซับซ้อนในการจัดการ: LACP ช่วยจัดการ Link Aggregation โดยอัตโนมัติ

ประเภทของ Link Aggregation

Link Aggregation สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลักๆ คือ:

  • Static Link Aggregation: เป็นการกำหนดค่า Link Aggregation ด้วยตนเอง โดยผู้ดูแลระบบจะต้องกำหนดค่าพอร์ตต่างๆ ที่จะรวมเข้าด้วยกันด้วยตนเอง วิธีนี้ง่ายต่อการตั้งค่า แต่ไม่มีความยืดหยุ่นเท่า LACP
  • Dynamic Link Aggregation (LACP): เป็นการกำหนดค่า Link Aggregation โดยใช้โปรโตคอล LACP ซึ่งจะช่วยให้สวิตช์สามารถเจรจาต่อรองและกำหนดค่า Link Aggregation ร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ วิธีนี้มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการจัดการมากกว่า Static Link Aggregation

ข้อควรรู้ก่อนเริ่มคอนฟิก LACP Link Aggregation

ก่อนที่เราจะเริ่มคอนฟิก LACP Link Aggregation บน Switch มีข้อควรรู้บางประการที่คุณควรทราบ:

💡 บทความที่เกี่ยวข้อง: iCafeForex.com

  • Switch รองรับ LACP หรือไม่?: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสวิตช์ของคุณรองรับโปรโตคอล LACP
  • จำนวนลิงก์: กำหนดจำนวนลิงก์ที่คุณต้องการรวมเข้าด้วยกัน โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งมีจำนวนลิงก์มาก แบนด์วิดท์ก็จะยิ่งสูงขึ้น
  • ประเภทของลิงก์: ลิงก์ทั้งหมดที่รวมเข้าด้วยกันควรมีประเภทเดียวกัน (เช่น 1GbE หรือ 10GbE)
  • การกระจายโหลด (Load Balancing): เลือกอัลกอริทึมการกระจายโหลดที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ

ประสบการณ์จริง อ.บอม: สมัยติดตั้ง Network ให้โรงงานแห่งหนึ่ง ผมเคยเจอปัญหา LACP ไม่ทำงาน เพราะสวิตช์แต่ละตัวใช้เฟิร์มแวร์คนละเวอร์ชันกัน พออัพเดตเฟิร์มแวร์ให้เป็นเวอร์ชันเดียวกัน LACP ก็ทำงานได้ตามปกติเลยครับ

วิธีการคอนฟิก LACP Link Aggregation บน Switch

ขั้นตอนการคอนฟิก LACP Link Aggregation บน Switch อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของสวิตช์ แต่โดยทั่วไปแล้ว จะมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:

  1. สร้าง Link Aggregation Group (LAG): สร้างกลุ่มของลิงก์ที่จะรวมเข้าด้วยกัน
  2. กำหนดพอร์ตให้กับ LAG: กำหนดพอร์ตทางกายภาพที่จะเป็นสมาชิกของ LAG
  3. เปิดใช้งาน LACP: เปิดใช้งานโปรโตคอล LACP บน LAG
  4. กำหนดค่าการกระจายโหลด (Load Balancing): เลือกอัลกอริทึมการกระจายโหลด
  5. ตรวจสอบสถานะ: ตรวจสอบสถานะของ LAG เพื่อให้แน่ใจว่า LACP ทำงานได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างการคอนฟิก LACP บน Cisco Switch

ตัวอย่างนี้แสดงวิธีการคอนฟิก LACP บน Cisco Switch:


! สร้าง Port-channel interface (LAG)
interface Port-channel1
 description Link to Server

! กำหนดค่า LACP
 channel-group 1 mode active

! กำหนดค่า interface ที่จะรวมใน Port-channel
interface GigabitEthernet0/1
 channel-group 1 mode active

interface GigabitEthernet0/2
 channel-group 1 mode active

! ตรวจสอบสถานะ
show etherchannel summary

คำอธิบาย:

  • interface Port-channel1: สร้าง interface แบบ Port-channel ซึ่งเป็น LAG
  • channel-group 1 mode active: กำหนดให้ interface นี้อยู่ใน channel group 1 และเปิดใช้งาน LACP mode เป็น active (สวิตช์จะพยายามสร้าง LACP channel)
  • interface GigabitEthernet0/1 และ interface GigabitEthernet0/2: กำหนด interface GigabitEthernet 0/1 และ 0/2 ให้เป็นสมาชิกของ channel group 1
  • show etherchannel summary: แสดงสถานะของ etherchannel (LAG)

ตัวอย่างการคอนฟิก LACP บน MikroTik RouterOS

MikroTik RouterOS ก็รองรับ LACP เช่นกัน ตัวอย่างการคอนฟิก:


/interface bonding
add name=bond1 slaves=ether1,ether2 mode=802.3ad transmit-hash-policy=layer-2

คำอธิบาย:

  • /interface bonding add: สร้าง bonding interface (LAG)
  • name=bond1: กำหนดชื่อให้กับ bonding interface ว่า bond1
  • slaves=ether1,ether2: กำหนด ether1 และ ether2 เป็นสมาชิกของ bonding interface
  • mode=802.3ad: กำหนด bonding mode เป็น 802.3ad (LACP)
  • transmit-hash-policy=layer-2: กำหนด transmit hash policy เป็น layer-2 เพื่อกระจายโหลดตาม MAC address

ประสบการณ์จริง อ.บอม: ผมเคยใช้ LACP บน MikroTik เพื่อทำ Load Balancing 2 WAN บน MikroTik ทำยังไง โดยรวม WAN สองเส้นเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์และ redundancy ได้ผลดีมากครับ

การกระจายโหลด (Load Balancing)

การกระจายโหลดเป็นส่วนสำคัญของ LACP Link Aggregation เพื่อให้มั่นใจว่าทราฟฟิกจะถูกกระจายไปยังลิงก์ต่างๆ ใน LAG อย่างเหมาะสม อัลกอริทึมการกระจายโหลดที่พบบ่อย ได้แก่:

  • Source MAC Address: กระจายโหลดตาม MAC Address ต้นทาง
  • Destination MAC Address: กระจายโหลดตาม MAC Address ปลายทาง
  • Source and Destination MAC Address: กระจายโหลดตาม MAC Address ทั้งต้นทางและปลายทาง
  • Source IP Address: กระจายโหลดตาม IP Address ต้นทาง
  • Destination IP Address: กระจายโหลดตาม IP Address ปลายทาง
  • Source and Destination IP Address: กระจายโหลดตาม IP Address ทั้งต้นทางและปลายทาง
  • Layer 2+3+4: กระจายโหลดโดยพิจารณา Layer 2 (MAC Address), Layer 3 (IP Address) และ Layer 4 (Port Number)

การเลือกอัลกอริทึมการกระจายโหลดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะของทราฟฟิกในเครือข่ายของคุณ หากคุณไม่แน่ใจ ให้ลองใช้อัลกอริทึม Layer 2+3+4 ซึ่งเป็นอัลกอริทึมที่ค่อนข้างครอบคลุม

การตรวจสอบสถานะ LACP Link Aggregation

หลังจากที่คุณได้คอนฟิก LACP Link Aggregation บน Switch แล้ว คุณควรตรวจสอบสถานะของ LAG เพื่อให้แน่ใจว่า LACP ทำงานได้อย่างถูกต้อง คุณสามารถใช้คำสั่งต่างๆ เช่น show etherchannel summary (Cisco) หรือตรวจสอบผ่าน Web UI ของสวิตช์เพื่อดูสถานะของลิงก์ต่างๆ ใน LAG

สิ่งที่ควรตรวจสอบ:

  • สถานะของ LACP: ตรวจสอบว่า LACP เปิดใช้งานและทำงานอย่างถูกต้อง
  • สถานะของลิงก์: ตรวจสอบว่าลิงก์ทั้งหมดใน LAG ทำงานและอยู่ในสถานะ “Up”
  • จำนวนลิงก์ที่ใช้งาน: ตรวจสอบว่าจำนวนลิงก์ที่ใช้งานตรงกับจำนวนที่คุณกำหนดค่าไว้
  • ข้อผิดพลาด: ตรวจสอบว่ามีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่

ตารางเปรียบเทียบ Link Aggregation Technologies

คุณสมบัติ Static Link Aggregation Dynamic Link Aggregation (LACP)
การกำหนดค่า กำหนดค่าด้วยตนเอง กำหนดค่าอัตโนมัติโดย LACP
ความยืดหยุ่น น้อย สูง
การจัดการ ซับซ้อนกว่า ง่ายกว่า
การตรวจจับข้อผิดพลาด ไม่รองรับ รองรับ
ความเหมาะสม เครือข่ายขนาดเล็ก ที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อย เครือข่ายขนาดใหญ่ ที่ต้องการความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือสูง

Link Aggregation กับ NAS และ Server

LACP Link Aggregation ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Switch เท่านั้น คุณยังสามารถใช้ LACP กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น NAS (Network Attached Storage) และ Server เพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์และความน่าเชื่อถือในการเชื่อมต่อ

ตัวอย่างเช่น หากคุณมี NAS ที่รองรับ LACP คุณสามารถรวมลิงก์ LAN หลายเส้นเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความเร็วในการโอนถ่ายไฟล์ระหว่าง NAS และอุปกรณ์อื่นๆ ในเครือข่าย หรือถ้าคุณมี Server ที่ต้องรองรับทราฟฟิกจำนวนมาก การใช้ LACP จะช่วยให้ Server สามารถรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองดู 10GbE NAS Link Aggregation ทำยังไง เพิ่มความเร็ว

LACP กับ VLAN

LACP สามารถทำงานร่วมกับ VLAN (Virtual LAN) ได้อย่างราบรื่น โดยคุณสามารถกำหนดค่า VLAN บน LAG ได้เช่นเดียวกับที่คุณกำหนดค่าบนพอร์ตทางกายภาพปกติ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณสามารถแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนๆ และจัดการทราฟฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ อย่าลืมพิจารณาเรื่อง SNMP Monitoring บน Managed Switch ทำยังไง เพื่อตรวจสอบสถานะ VLAN และ LACP ไปพร้อมๆ กัน

LACP Link Aggregation เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือให้กับเครือข่ายของคุณ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ

📖 อ่านเพิ่มเติม: SiamCafe.net Blog

Fast deliveryDiscount and points
Equipment insuranceDiscount and points
Installment and creditDiscount and points
Earn bonuses, rewardsDiscount and points

@2022 จำหน่ายการ์ดแลนสำหรับ Server และเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ

จำหน่ายการ์ดแลนสำหรับ Server และเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ
Logo
iCafeForex.com - สอนเทรด Forex | SiamCafe.net
Shopping cart