
เคยไหมครับที่กำลังนั่งทำงานสำคัญ หัวหน้าเร่งงาน presentation ไฟฟ้าเจ้ากรรมก็ดันมาดับเอาซะดื้อๆ? หรือไม่ก็กำลังเล่นเกมออนไลน์กับเพื่อนๆ อย่างเมามันส์ จังหวะกำลังได้เปรียบ ไฟกระชากมาทีเดียว เครื่องดับ ข้อมูลหาย อารมณ์เสียไปทั้งวัน! ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องเจออยู่เป็นประจำ และมันไม่ใช่แค่เรื่องน่ารำคาญ แต่มันอาจนำไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงกว่านั้นได้ ทั้งข้อมูลสำคัญที่หายไป อุปกรณ์ราคาแพงพังครืน หรือแม้แต่ความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุการณ์ไฟไหม้
ผมเองก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน สมัยก่อนตอนที่ยังทำ SquidNT Proxy Server (ที่ได้ Thaiware Award ปี 2005 ด้วยนะ!) เซิร์ฟเวอร์ดับเพราะไฟกระชากทีนึงนี่คือหายนะเลย ต้องมานั่งกู้ข้อมูล config กันวุ่นวาย เสียเวลา เสียอารมณ์สุดๆ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับเรื่องระบบไฟฟ้าและการป้องกันอุปกรณ์ต่างๆ มาตลอด
โชคดีที่เรามีอุปกรณ์ที่สามารถช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ นั่นก็คือ Surge Protector และ UPS (Uninterruptible Power Supply) แต่เชื่อว่าหลายคนยังสับสนว่า Surge Protector vs UPS ต่างกันยังไง? แล้วเราควรเลือกใช้อันไหนดี? บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยให้กระจ่าง พร้อมแนะนำวิธีการเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งานของคุณ เพื่อให้คุณสามารถปกป้องอุปกรณ์และข้อมูลสำคัญของคุณได้อย่างมั่นใจในปี 2026 และต่อๆ ไปครับ
Surge Protector vs UPS ต่างกันยังไง?
ก่อนที่เราจะลงรายละเอียดในแต่ละอุปกรณ์ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Surge Protector และ UPS ทำงานอย่างไร และมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมและเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง
Surge Protector: เกราะป้องกันไฟกระชาก
Surge Protector หรืออุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก มีหน้าที่หลักในการ “ป้องกัน” อุปกรณ์ไฟฟ้าจากแรงดันไฟฟ้าที่สูงเกินไป หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ไฟกระชาก” (Voltage Surge) ไฟกระชากนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นฟ้าผ่า (ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดไฟกระชากรุนแรง) การเปิด/ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (เช่น แอร์ ตู้เย็น) หรือแม้แต่ปัญหาในระบบสายส่งของการไฟฟ้าเอง
Surge Protector จะทำหน้าที่ “จำกัด” แรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า โดยเมื่อเกิดไฟกระชาก อุปกรณ์จะทำการเบี่ยงเบน (Divert) แรงดันไฟฟ้าส่วนเกินลงดิน (Ground) แทนที่จะปล่อยให้ไหลไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าของเรา ทำให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ของเราจะไม่ได้รับความเสียหายจากแรงดันไฟฟ้าที่สูงเกินไป
Surge Protector เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการไฟเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้มีความสำคัญถึงขนาดที่ต้องมีไฟสำรอง เช่น คอมพิวเตอร์ทั่วไป (ที่ไม่ใช่เซิร์ฟเวอร์) โทรทัศน์ เครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนต่างๆ
UPS: แบตเตอรี่สำรองพลังแกร่ง
UPS (Uninterruptible Power Supply) หรือเครื่องสำรองไฟฟ้า ทำหน้าที่หลักๆ สองอย่างคือ:
- ป้องกันไฟกระชาก: เหมือนกับ Surge Protector คือ UPS ก็มีความสามารถในการป้องกันไฟกระชากได้เช่นกัน (แต่ประสิทธิภาพอาจจะไม่เท่า Surge Protector โดยเฉพาะ)
- จ่ายไฟสำรอง: นี่คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของ UPS คือมีแบตเตอรี่สำรองในตัว เมื่อไฟฟ้าดับ UPS จะจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่ออยู่ ทำให้เรามีเวลาเซฟงาน ปิดเครื่องอย่างถูกต้อง หรือใช้งานอุปกรณ์ต่อไปได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
UPS เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการไฟเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง หรืออุปกรณ์ที่อาจเสียหายได้หากไฟดับกะทันหัน เช่น เซิร์ฟเวอร์ (สำคัญมาก!), อุปกรณ์ทางการแพทย์, อุปกรณ์สื่อสาร, เครื่องบันทึกเงินสด (POS) และคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงานสำคัญ
ผมเองใช้ UPS กับเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านและ VPS (Virtual Private Server) ที่ผมใช้รัน EA (Expert Advisor) เทรด Forex ตลอด 24 ชั่วโมง การมี UPS ช่วยให้มั่นใจได้ว่า EA จะทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ไฟดับ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ
💡 บทความที่เกี่ยวข้อง: สอนเทรด Forex ฟรี
เจาะลึกรายละเอียด Surge Protector
Surge Protector ทำงานโดยใช้ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า Metal Oxide Varistor (MOV) MOV จะมีค่าความต้านทานสูงเมื่อแรงดันไฟฟ้าอยู่ในระดับปกติ แต่เมื่อเกิดไฟกระชาก ค่าความต้านทานของ MOV จะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสไฟฟ้าส่วนเกินไหลลงดินแทนที่จะไหลไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า
MOV เป็นเหมือนวาล์วที่เปิดออกเมื่อแรงดันไฟฟ้าสูงเกินไป ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังสายดินแทนที่จะไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าของเรา ยิ่ง MOV มีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากเท่าไหร่ Surge Protector ก็จะสามารถรองรับไฟกระชากได้มากขึ้นเท่านั้น
สเปคสำคัญที่ควรรู้เมื่อเลือกซื้อ Surge Protector
เมื่อเลือกซื้อ Surge Protector มีสเปคสำคัญหลายอย่างที่เราต้องพิจารณา เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา
- Maximum Surge Current: ค่านี้บอกว่า Surge Protector สามารถรองรับกระแสไฟกระชากได้สูงสุดเท่าไหร่ (วัดเป็นแอมป์ – Amps) ยิ่งค่านี้สูง ยิ่งป้องกันได้ดี โดยทั่วไปควรเลือกที่มีค่าอย่างน้อย 40,000A ขึ้นไป
- Clamping Voltage: ค่านี้บอกว่า Surge Protector จะยอมให้แรงดันไฟฟ้าผ่านไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าได้สูงสุดเท่าไหร่ (วัดเป็นโวลต์ – Volts) ยิ่งค่านี้ต่ำ ยิ่งดี เพราะหมายความว่าอุปกรณ์จะสามารถจำกัดแรงดันไฟฟ้าได้ดีกว่า โดยทั่วไปควรเลือกที่มีค่าไม่เกิน 400V
- Energy Absorption (Joules): ค่านี้บอกว่า Surge Protector สามารถดูดซับพลังงานจากไฟกระชากได้มากแค่ไหน (วัดเป็นจูล – Joules) ยิ่งค่านี้สูง ยิ่งป้องกันได้นาน และสามารถรองรับไฟกระชากได้หลายครั้ง โดยทั่วไปควรเลือกที่มีค่าอย่างน้อย 600 Joules ขึ้นไป
- Response Time: ค่านี้บอกว่า Surge Protector ใช้เวลาเท่าไหร่ในการตอบสนองต่อไฟกระชาก (วัดเป็นนาโนวินาที – Nanoseconds) ยิ่งค่านี้ต่ำ ยิ่งดี เพราะหมายความว่าอุปกรณ์จะสามารถตอบสนองต่อไฟกระชากได้อย่างรวดเร็ว
- Number of Outlets: จำนวนช่องเสียบปลั๊ก ควรเลือกให้เพียงพอต่อจำนวนอุปกรณ์ที่เราต้องการป้องกัน
- Indicator Lights: ไฟแสดงสถานะที่บอกว่า Surge Protector ยังทำงานได้ปกติหรือไม่
- UL Listing: ตรวจสอบว่า Surge Protector ได้รับการรับรองจาก Underwriters Laboratories (UL) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำการทดสอบและรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
UPS: แบตเตอรี่สำรองฉุกเฉิน
UPS ไม่ได้มีแค่หน้าที่ป้องกันไฟกระชากเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายไฟสำรองเมื่อไฟฟ้าดับ ทำให้เรามีเวลาเซฟงาน ปิดเครื่องอย่างถูกต้อง หรือใช้งานอุปกรณ์ต่อไปได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
UPS ทำงานโดยมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ภายใน เมื่อไฟฟ้าดับ UPS จะสลับไปใช้พลังงานจากแบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่รู้สึกว่าไฟดับเลย (หรือรู้สึกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) ระยะเวลาที่ UPS สามารถจ่ายไฟสำรองได้ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่และปริมาณไฟฟ้าที่อุปกรณ์ของเราใช้
มี UPS หลายประเภทให้เลือกใช้งาน แต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ที่นิยมใช้กันมี 3 ประเภทหลักๆ คือ Standby, Line-Interactive และ Online
- Standby UPS: เป็น UPS ที่ราคาถูกที่สุด ทำงานโดยปกติจะปล่อยให้ไฟฟ้าจากสายส่งไหลผ่านไปยังอุปกรณ์โดยตรง เมื่อไฟฟ้าดับ UPS จะสลับไปใช้แบตเตอรี่สำรอง ข้อเสียคือมีระยะเวลาในการสลับ (Switching Time) ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาได้กับอุปกรณ์บางชนิด
- Line-Interactive UPS: คล้ายกับ Standby UPS แต่มีตัวปรับแรงดันไฟฟ้า (Automatic Voltage Regulation – AVR) เพิ่มเข้ามา ช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่ แม้ว่าแรงดันไฟฟ้าจากสายส่งจะผันผวน ทำให้ช่วยปกป้องอุปกรณ์ได้ดีขึ้น
- Online UPS: เป็น UPS ที่มีราคาสูงที่สุด แต่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ทำงานโดยแปลงไฟฟ้า AC จากสายส่งเป็น DC เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ จากนั้นแปลงไฟฟ้า DC จากแบตเตอรี่กลับเป็น AC เพื่อจ่ายให้กับอุปกรณ์ ทำให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์จะได้รับไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูงและต่อเนื่องตลอดเวลา
สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ UPS แต่ละประเภท สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่บทความ UPS Online vs Line Interactive vs Standby ต่างกันยังไง ครับ
สเปคสำคัญที่ควรรู้เมื่อเลือกซื้อ UPS
เมื่อเลือกซื้อ UPS มีสเปคสำคัญหลายอย่างที่เราต้องพิจารณา เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา
- VA Rating: ค่านี้บอกว่า UPS สามารถจ่ายพลังงานได้สูงสุดเท่าไหร่ (วัดเป็น Volt-Amps) ควรเลือก UPS ที่มี VA Rating สูงกว่าปริมาณไฟฟ้าที่อุปกรณ์ของเราใช้
- Wattage: ค่านี้บอกว่า UPS สามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าได้สูงสุดเท่าไหร่ (วัดเป็นวัตต์ – Watts) ควรเลือก UPS ที่มี Wattage สูงกว่าปริมาณกำลังไฟฟ้าที่อุปกรณ์ของเราใช้
- Battery Capacity: ความจุของแบตเตอรี่ (วัดเป็น Ah – Amp-hours) ยิ่งความจุสูง ยิ่งสามารถจ่ายไฟสำรองได้นาน
- Runtime: ระยะเวลาที่ UPS สามารถจ่ายไฟสำรองได้ ขึ้นอยู่กับ Battery Capacity และปริมาณไฟฟ้าที่อุปกรณ์ของเราใช้
- Output Waveform: รูปแบบของคลื่นไฟฟ้าที่ UPS จ่ายออกมา มีสองแบบคือ Sine Wave (คลื่นไซน์) และ Stepped Sine Wave (คลื่นไซน์แบบขั้นบันได) Sine Wave เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูง เช่น เซิร์ฟเวอร์
- AVR (Automatic Voltage Regulation): ฟังก์ชันที่ช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่
- Surge Protection: ความสามารถในการป้องกันไฟกระชาก
การเลือก UPS ให้เหมาะสมกับ Server เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ Server เป็นอุปกรณ์ที่ต้องการไฟเลี้ยงอย่างต่อเนื่องและมีความสำคัญต่อการทำงานขององค์กร หากเลือก UPS ที่มีขนาดเล็กเกินไป อาจทำให้ UPS ไม่สามารถจ่ายไฟสำรองได้เพียงพอ และทำให้ Server ดับได้ สำหรับวิธีการคำนวณ UPS Size ที่เหมาะสม สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีคำนวณ UPS Size สำหรับ Server เลือกกี่ VA 2026 ครับ
ตารางเปรียบเทียบ Surge Protector vs UPS
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่าง Surge Protector และ UPS ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมได้สรุปข้อมูลสำคัญในตารางเปรียบเทียบดังนี้ครับ
| คุณสมบัติ | Surge Protector | UPS |
|---|---|---|
| หน้าที่หลัก | ป้องกันไฟกระชาก | ป้องกันไฟกระชาก และจ่ายไฟสำรอง |
| แหล่งจ่ายไฟ | ไม่มี | แบตเตอรี่สำรอง |
| ระยะเวลาสำรองไฟ | ไม่เกี่ยวข้อง | ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ และปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ |
| เหมาะสำหรับ | อุปกรณ์ที่ไม่ต้องการไฟเลี้ยงต่อเนื่อง | อุปกรณ์ที่ต้องการไฟเลี้ยงต่อเนื่อง, อุปกรณ์สำคัญ |
| ราคา | ถูก | แพงกว่า |
| ความซับซ้อนในการติดตั้ง | ง่าย | ง่าย |
| การบำรุงรักษา | น้อยมาก | ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งาน |
วิธีการติดตั้ง/ตั้งค่า
การติดตั้ง Surge Protector และ UPS เป็นเรื่องง่ายมากๆ ครับ แค่เสียบปลั๊กก็ใช้งานได้เลย แต่มีข้อควรระวังบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง
Surge Protector
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Surge Protector มี Ground ที่ถูกต้อง
- หลีกเลี่ยงการต่อ Surge Protector พ่วงกันหลายตัว
- ตรวจสอบ Indicator Lights เป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ยังทำงานได้ปกติ
UPS
- ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนใช้งาน
- ทดสอบ UPS เป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าแบตเตอรี่สำรองยังทำงานได้
- เปลี่ยนแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งาน (โดยทั่วไปประมาณ 3-5 ปี)
- ติดตั้ง Software ที่มากับ UPS เพื่อตรวจสอบสถานะและตั้งค่าต่างๆ (เช่น ตั้งเวลาปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย)
ตัวอย่างการตั้งค่า UPS (ผ่าน Command Line บน Linux):
# ตรวจสอบสถานะ UPS
upsc ups@localhost
# สั่งปิดเครื่องเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย
upsmon
# ตั้งค่า Network UPS Tools (NUT) สำหรับ monitoring
/etc/nut/upsd.conf
/etc/nut/ups.conf
ประสบการณ์จริง อ.บอม
สมัยที่ผมทำ SiamCafe.net เมื่อปี 1997 (นานมาก!) ตอนนั้น Internet ยังไม่แพร่หลายเท่าตอนนี้ การมี Server ที่เสถียรและพร้อมใช้งานตลอดเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก ผมลงทุนซื้อ UPS อย่างดีให้กับ Server ทุกตัว เพื่อป้องกันปัญหาไฟดับและไฟกระชาก เพราะถ้า Server ดับ นั่นหมายถึงเว็บไซต์ SiamCafe.net จะเข้าไม่ได้ และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก
อีกเรื่องคือ ตอนที่ผมเริ่มเทรด Forex ใหม่ๆ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมใช้คอมพิวเตอร์ PC ธรรมดาเทรด ปรากฏว่าไฟดับบ่อยมาก ทำให้พลาดโอกาสในการเทรดไปหลายครั้ง ผมเลยตัดสินใจลงทุนซื้อ VPS (Virtual Private Server) และ UPS อย่างดี เพื่อให้ EA (Expert Advisor) สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในช่วงที่ไฟดับ ผมว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะช่วยให้ผมทำกำไรจากการเทรดได้อย่างสม่ำเสมอ
ล่าสุดตอนที่ผมติดตั้งระบบ Network ให้กับโรงงานแห่งหนึ่ง (600 กว่าจุดทั่วประเทศ) ผมแนะนำให้ลูกค้าติดตั้ง Surge Protector และ UPS ให้กับอุปกรณ์สำคัญทุกตัว โดยเฉพาะ Server และอุปกรณ์ควบคุมเครื่องจักร เพราะถ้าอุปกรณ์เหล่านี้เสียหาย จะส่งผลกระทบต่อการผลิตอย่างมาก ลูกค้าเชื่อผมและทำตาม ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ไฟกระชากขึ้นจริงๆ แต่โชคดีที่อุปกรณ์ทุกอย่างได้รับการป้องกันไว้ ทำให้ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นเลย
ข้อควรระวัง/ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
แม้ว่า Surge Protector และ UPS จะเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้งาน
- ใช้ Surge Protector/UPS ที่ไม่ได้มาตรฐาน: ควรเลือกซื้อจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานรับรอง
- ใช้ Surge Protector/UPS เกินกำลัง: ไม่ควรเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้ามากเกินกว่าที่ Surge Protector/UPS จะรับได้
- ไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ UPS ตามอายุการใช้งาน: แบตเตอรี่ UPS มีอายุการใช้งานจำกัด ควรเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนด
- วาง Surge Protector/UPS ในที่อับชื้น: ควรวางในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก และห่างจากความชื้น
- คิดว่า UPS ป้องกันได้ทุกอย่าง: UPS ช่วยป้องกันไฟดับ แต่ไม่ได้ป้องกันปัญหาอื่นๆ เช่น ไวรัส มัลแวร์
และที่สำคัญ อย่าลืมเรื่อง WiFi 6 vs WiFi 6E vs WiFi 7 ต่างกันยังไง 2026 นะครับ เทคโนโลยี Network ก็สำคัญไม่แพ้กัน!
สรุปท้าย
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Surge Protector และ UPS ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ สรุปง่ายๆ คือ Surge Protector เหมาะสำหรับป้องกันไฟกระชาก ส่วน UPS เหมาะสำหรับป้องกันไฟดับและจ่ายไฟสำรอง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมจะช่วยปกป้องอุปกรณ์และข้อมูลสำคัญของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในปี 2026 และต่อๆ ไป ไฟฟ้ายังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตของเรา การลงทุนกับ Surge Protector และ UPS ที่มีคุณภาพ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าของคุณครับ อย่ารอให้เกิดความเสียหายก่อน แล้วค่อยมาคิดถึงเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้ว
📖 อ่านเพิ่มเติม: SiamCafe.net Blog