Zero Trust Network Architecture คืออะไร ทำยังไง

ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ซับซ้อนและร้ายแรงขึ้นทุกวัน การรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ ที่เน้นการป้องกัน “ขอบเขต” (Perimeter Security) เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ลองจินตนาการถึงปราสาทที่มีกำแพงสูง แต่ภายในกลับไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด นั่นหมายความว่า หากผู้บุกรุกสามารถข้ามกำแพงเข้ามาได้ พวกเขาก็จะสามารถเข้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างภายในปราสาทได้อย่างง่ายดาย นี่คือจุดอ่อนของระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิม และเป็นเหตุผลที่ทำให้ **Zero Trust Network Architecture (ZTNA)** ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

Zero Trust Network Architecture คืออะไร ทำยังไง

Zero Trust Network Architecture (ZTNA) หรือสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Zero Trust คือแนวคิดในการรักษาความปลอดภัยที่ “ไม่เชื่อใจใครเลย” ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานที่อยู่ภายในหรือภายนอกเครือข่าย ZTNA สมมติว่าทุกการเข้าถึงทรัพยากรเครือข่ายอาจเป็นภัยคุกคาม และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวด ก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าถึงได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ZTNA เปลี่ยนแปลงแนวคิดจากการ “เชื่อใจแล้วค่อยตรวจสอบ” (Trust then Verify) ไปเป็น “ไม่เชื่อใจและตรวจสอบเสมอ” (Never Trust, Always Verify) โดยยึดหลักการพื้นฐาน 3 ประการ:

  • Assume Breach: สมมติว่าเครือข่ายถูกบุกรุกไปแล้ว
  • Verify Explicitly: ตรวจสอบทุกการเข้าถึงอย่างชัดเจน โดยอิงตามข้อมูลต่างๆ เช่น ตัวตนของผู้ใช้ อุปกรณ์ที่ใช้ ตำแหน่งที่ตั้ง และพฤติกรรม
  • Least Privilege Access: ให้สิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น

ทำไม Zero Trust ถึงสำคัญ?

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ Zero Trust กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:

  • การทำงานจากระยะไกล (Remote Work): ผู้ใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายจากหลากหลายสถานที่และอุปกรณ์ ซึ่งยากต่อการควบคุมและตรวจสอบ
  • การใช้ Cloud Computing: ข้อมูลและแอปพลิเคชันกระจายอยู่บน Cloud ทำให้การรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ ไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด
  • ภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น: Hacker พัฒนาเทคนิคการโจมตีใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้การป้องกัน “ขอบเขต” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
  • Data Breach: การรั่วไหลของข้อมูลส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กรอย่างมาก

องค์ประกอบสำคัญของ Zero Trust Network Architecture

การนำ ZTNA ไปใช้งานจริงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างทำงานร่วมกัน:

💡 บทความที่เกี่ยวข้อง: วิเคราะห์ตลาด Forex

  • Identity and Access Management (IAM): ระบบบริหารจัดการตัวตนและการเข้าถึง เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง
  • Multi-Factor Authentication (MFA): การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน เช่น รหัสผ่านร่วมกับ OTP (One-Time Password) หรือ Biometrics
  • Microsegmentation: การแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของภัยคุกคาม
  • Policy Engine: กลไกการตัดสินใจตามนโยบายที่กำหนดไว้ เช่น การอนุญาตหรือปฏิเสธการเข้าถึงทรัพยากร
  • Policy Enforcement Point (PEP): จุดบังคับใช้นโยบาย เช่น Firewall, Proxy Server, หรือ VPN Gateway
  • Security Information and Event Management (SIEM): ระบบรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล Log เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ
  • Endpoint Detection and Response (EDR): ระบบตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามบนอุปกรณ์ Endpoint เช่น คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
  • Network Segmentation: การแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อจำกัดความเสียหาย

ขั้นตอนการนำ Zero Trust Network Architecture ไปใช้งาน

การเปลี่ยนไปใช้ ZTNA ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ในวันเดียว แต่เป็นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Iterative Process) โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนดังนี้:

  1. ประเมินสภาพปัจจุบัน (Assessment): วิเคราะห์โครงสร้างเครือข่าย, ระบุสินทรัพย์ที่สำคัญ, และประเมินความเสี่ยง
  2. กำหนดเป้าหมาย (Define Goals): กำหนดว่าต้องการปกป้องอะไร และต้องการให้ ZTNA ช่วยแก้ไขปัญหาอะไร
  3. เลือกโซลูชัน (Select Solutions): เลือกผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณ
  4. ออกแบบสถาปัตยกรรม (Design Architecture): วางแผนการติดตั้งและกำหนดค่าองค์ประกอบต่างๆ ของ ZTNA
  5. นำไปใช้งาน (Implementation): ติดตั้งและกำหนดค่าโซลูชันที่เลือกไว้
  6. ตรวจสอบและปรับปรุง (Monitoring and Optimization): ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงแก้ไขตามความจำเป็น

ตัวอย่างการนำ Zero Trust Network Architecture ไปใช้งานจริง

กรณีศึกษา: บริษัท XYZ

บริษัท XYZ เป็นบริษัทด้านการเงินที่มีข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก และมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ ก่อนหน้านี้ บริษัทใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ ที่เน้นการป้องกัน “ขอบเขต” โดยใช้ Firewall และ Intrusion Detection System (IDS) แต่พบว่าระบบดังกล่าวไม่สามารถป้องกันการโจมตีที่ซับซ้อนได้

บริษัท XYZ จึงตัดสินใจนำ ZTNA ไปใช้งาน โดยเริ่มต้นจากการประเมินความเสี่ยงและระบุสินทรัพย์ที่สำคัญ จากนั้นจึงเลือกโซลูชัน IAM, MFA, Microsegmentation, และ SIEM มาใช้งาน

ผลลัพธ์ที่ได้:

  • ลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้า
  • เพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูล
  • ปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ
  • เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานจากระยะไกล

ตารางเปรียบเทียบ Zero Trust กับ Traditional Network Security

คุณสมบัติ Traditional Network Security Zero Trust Network Security
หลักการพื้นฐาน เชื่อใจภายในเครือข่าย ไม่เชื่อใจใครเลย
การตรวจสอบ ตรวจสอบเฉพาะ “ขอบเขต” ตรวจสอบทุกการเข้าถึง
สิทธิ์การเข้าถึง สิทธิ์การเข้าถึงแบบกว้างๆ สิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะที่จำเป็น
การป้องกัน ป้องกัน “ขอบเขต” ป้องกันในทุกระดับ
การรับมือกับภัยคุกคาม ตอบสนองหลังจากเกิดเหตุการณ์ ป้องกันและตรวจจับภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง
ความซับซ้อน ค่อนข้างง่ายต่อการติดตั้งและดูแลรักษาในสภาพแวดล้อมขนาดเล็ก มีความซับซ้อนกว่า ต้องการการวางแผนและการจัดการที่ดี
ค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ต่ำกว่า อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในระยะเริ่มต้น แต่สามารถลดความเสียหายจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในระยะยาว

ข้อควรพิจารณาในการนำ Zero Trust Network Architecture ไปใช้งาน

แม้ว่า ZTNA จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรพิจารณาบางประการ:

  • ความซับซ้อน: การนำ ZTNA ไปใช้งานอาจมีความซับซ้อน และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ
  • ค่าใช้จ่าย: การลงทุนในโซลูชัน ZTNA อาจมีค่าใช้จ่ายสูง
  • ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน: การตรวจสอบอย่างเข้มงวดอาจส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การใช้งาน
  • การผสานรวม: การผสานรวม ZTNA เข้ากับระบบเดิมอาจเป็นเรื่องท้าทาย

สรุป

Zero Trust Network Architecture (ZTNA) เป็นแนวคิดในการรักษาความปลอดภัยที่สำคัญในยุคปัจจุบัน ที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและร้ายแรงมากขึ้น ZTNA เปลี่ยนแปลงแนวคิดจากการ “เชื่อใจแล้วค่อยตรวจสอบ” ไปเป็น “ไม่เชื่อใจและตรวจสอบเสมอ” โดยยึดหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ Assume Breach, Verify Explicitly, และ Least Privilege Access การนำ ZTNA ไปใช้งานจริงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างทำงานร่วมกัน และต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ZTNA สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลและระบบขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณกำลังมองหาวิธีการปรับปรุงความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กร การพิจารณา Zero Trust Network Architecture คืออะไร ทำยังไง จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

การลงทุนในระบบ IT Hardware ที่รองรับ ZTNA อย่างเช่น Next-Generation Firewall (NGFW) ที่มีความสามารถในการทำ Microsegmentation, Endpoint Detection and Response (EDR) ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติบนอุปกรณ์ปลายทาง, หรือ Secure Access Service Edge (SASE) ที่รวมฟังก์ชันด้านความปลอดภัยและเครือข่ายเข้าไว้ด้วยกัน จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพื่อปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

Fast deliveryDiscount and points
Equipment insuranceDiscount and points
Installment and creditDiscount and points
Earn bonuses, rewardsDiscount and points

@2022 จำหน่ายการ์ดแลนสำหรับ Server และเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ

จำหน่ายการ์ดแลนสำหรับ Server และเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ
Logo
iCafeForex.com - สอนเทรด Forex | SiamCafe.net
Shopping cart