
สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ที่รักในการจัดเก็บข้อมูลทุกท่าน! ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเติบโตแบบก้าวกระโดด การเลือกโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ใช้งานตามบ้านและธุรกิจขนาดเล็กคือ Network Attached Storage หรือ NAS ซึ่งมักจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ RAID (Redundant Array of Independent Disks) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล บทความนี้จะเจาะลึกถึง วิธีตั้งค่า RAID 5 vs RAID 6 บน NAS ซึ่งเป็นสองระดับ RAID ที่ได้รับความนิยมสูงสุด พร้อมทั้งให้คำแนะนำเชิงลึกและตัวอย่างจริง เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือก RAID ที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้อย่างมั่นใจ
RAID คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?
ก่อนที่เราจะลงลึกในรายละเอียดของ RAID 5 และ RAID 6 เรามาทบทวนความหมายและประโยชน์ของ RAID กันก่อน RAID คือเทคโนโลยีที่รวมฮาร์ดดิสก์หลายตัวเข้าด้วยกัน เพื่อให้ระบบมองเห็นเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่เพียงหน่วยเดียว โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ:
- เพิ่มประสิทธิภาพ: บางระดับ RAID สามารถเพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลได้ โดยการกระจายข้อมูลไปยังฮาร์ดดิสก์หลายตัวพร้อมกัน
- เพิ่มความน่าเชื่อถือ: RAID ช่วยให้ข้อมูลของคุณปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยการสำรองข้อมูล (redundancy) ไว้ในฮาร์ดดิสก์หลายตัว หากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ข้อมูลจะไม่สูญหาย
- เพิ่มความจุ: RAID สามารถรวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์หลายตัวเข้าด้วยกัน ทำให้ได้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น
RAID มีหลายระดับ แต่ละระดับมีวิธีการทำงานและข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป การเลือก RAID ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณ
ทำความเข้าใจ RAID 5 และ RAID 6: สองตัวเลือกยอดนิยมสำหรับ NAS
RAID 5 และ RAID 6 เป็นสองระดับ RAID ที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับ NAS เนื่องจากมีความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความจุ เรามาดูรายละเอียดของแต่ละระดับกัน:
RAID 5: ประสิทธิภาพและความจุที่สมดุล
RAID 5 เป็นระดับ RAID ที่กระจายข้อมูลและ parity (ข้อมูลตรวจสอบความถูกต้อง) ไปยังฮาร์ดดิสก์ทุกตัวใน array Parity ใช้สำหรับสร้างข้อมูลใหม่หากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย RAID 5 ต้องการฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 3 ตัว และสามารถทนต่อการเสียของฮาร์ดดิสก์ได้ 1 ตัว
ข้อดีของ RAID 5:
- ประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลสูง เนื่องจากข้อมูลถูกกระจายไปยังฮาร์ดดิสก์หลายตัว
- ความจุใช้งานได้ค่อนข้างสูง โดยสูญเสียพื้นที่ไปเพียง 1 ฮาร์ดดิสก์สำหรับ parity
- ต้นทุนไม่สูงมากนัก เนื่องจากต้องการฮาร์ดดิสก์เพียง 3 ตัวขึ้นไป
ข้อเสียของ RAID 5:
- ประสิทธิภาพในการเขียนข้อมูลอาจต่ำกว่า RAID 0 เนื่องจากต้องคำนวณและเขียน parity ทุกครั้งที่มีการเขียนข้อมูล
- ใช้เวลาในการ rebuild array นานเมื่อฮาร์ดดิสก์เสีย
- มีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อมูลสูญหายหากฮาร์ดดิสก์เสียพร้อมกัน 2 ตัวในช่วง rebuild
RAID 6: ความน่าเชื่อถือที่เหนือกว่า
RAID 6 คล้ายกับ RAID 5 แต่มีความแตกต่างที่สำคัญคือ RAID 6 มี parity สองชุด ซึ่งถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์สองตัวที่แตกต่างกัน ทำให้ RAID 6 สามารถทนต่อการเสียของฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน RAID 6 ต้องการฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 4 ตัว
💡 บทความที่เกี่ยวข้อง: EA สำหรับ VPS
ข้อดีของ RAID 6:
- ความน่าเชื่อถือสูงมาก สามารถทนต่อการเสียของฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน
- เหมาะสำหรับข้อมูลที่สำคัญและต้องการความปลอดภัยสูง
ข้อเสียของ RAID 6:
- ความจุใช้งานได้ต่ำกว่า RAID 5 เนื่องจากสูญเสียพื้นที่ไป 2 ฮาร์ดดิสก์สำหรับ parity
- ประสิทธิภาพในการเขียนข้อมูลอาจต่ำกว่า RAID 5 เนื่องจากต้องคำนวณและเขียน parity สองชุด
- ต้นทุนสูงกว่า RAID 5 เนื่องจากต้องการฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 4 ตัว
- ใช้เวลาในการ rebuild array นานกว่า RAID 5 เมื่อฮาร์ดดิสก์เสีย
ตารางเปรียบเทียบ RAID 5 และ RAID 6
| คุณสมบัติ | RAID 5 | RAID 6 |
|---|---|---|
| จำนวนฮาร์ดดิสก์ขั้นต่ำ | 3 | 4 |
| จำนวนฮาร์ดดิสก์ที่เสียได้ | 1 | 2 |
| ความจุใช้งานได้ | (N-1) * ขนาดฮาร์ดดิสก์ที่เล็กที่สุด | (N-2) * ขนาดฮาร์ดดิสก์ที่เล็กที่สุด |
| ประสิทธิภาพในการอ่าน | สูง | สูง |
| ประสิทธิภาพในการเขียน | ปานกลาง | ต่ำ |
| ความน่าเชื่อถือ | ปานกลาง | สูง |
| ต้นทุน | ปานกลาง | สูง |
วิธีตั้งค่า RAID 5 vs RAID 6 บน NAS (ตัวอย่างบน QNAP)
ขั้นตอนการตั้งค่า RAID 5 หรือ RAID 6 บน NAS โดยทั่วไปจะคล้ายคลึงกัน แต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของ NAS ที่คุณใช้ ในตัวอย่างนี้ เราจะใช้ QNAP NAS เป็นตัวอย่าง:
- เข้าสู่ระบบ QTS: เปิดเว็บเบราว์เซอร์และพิมพ์ IP address ของ NAS ของคุณ จากนั้นเข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
- ไปที่ Storage & Snapshots: คลิกที่ “Storage & Snapshots” ใน Control Panel
- สร้าง Storage Pool: คลิกที่ “Storage/Snapshots” -> “Storage Pool” -> “Create”
- เลือก RAID Type: เลือก “RAID 5” หรือ “RAID 6” ตามที่คุณต้องการ
- เลือกฮาร์ดดิสก์: เลือกฮาร์ดดิสก์ที่คุณต้องการใช้สำหรับ RAID array
- กำหนดค่า Storage Pool: กำหนดค่าต่างๆ เช่น ชื่อ Storage Pool, Encryption (ถ้าต้องการ)
- ตรวจสอบและยืนยัน: ตรวจสอบการตั้งค่าทั้งหมดและคลิก “Create” เพื่อสร้าง Storage Pool
ข้อควรจำ:
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าฮาร์ดดิสก์ทุกตัวเป็นรุ่นเดียวกันและมีความจุเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
- การสร้าง RAID array จะลบข้อมูลทั้งหมดบนฮาร์ดดิสก์ที่เลือก ดังนั้นสำรองข้อมูลสำคัญไว้ก่อน
- ใช้เวลาในการสร้าง RAID array นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง RAID 6 ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของฮาร์ดดิสก์
Command Line (สำหรับผู้ใช้งานขั้นสูง):
สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมการตั้งค่า RAID ได้อย่างละเอียด สามารถใช้ command line ผ่าน SSH ได้ ตัวอย่างเช่น บน Linux ที่ใช้ mdadm:
# mdadm --create /dev/md0 --level=5 --raid-devices=3 /dev/sda /dev/sdb /dev/sdc
# mdadm --create /dev/md0 --level=6 --raid-devices=4 /dev/sda /dev/sdb /dev/sdc /dev/sdd
คำสั่งเหล่านี้จะสร้าง RAID 5 หรือ RAID 6 array บน /dev/md0 โดยใช้ฮาร์ดดิสก์ /dev/sda, /dev/sdb, /dev/sdc (และ /dev/sdd สำหรับ RAID 6) โปรดระมัดระวังในการใช้ command line และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความหมายของแต่ละคำสั่งก่อนที่จะดำเนินการ
ประสบการณ์จริงจาก อ.บอม
ประสบการณ์ที่ 1: สมัยที่ผมทำ SiamCafe.net เมื่อปี 2000 ต้นๆ ผมเคยใช้ RAID 5 กับ Web Server ครับ ตอนนั้น HDD ราคาแพงมาก RAID 5 ช่วยให้ผมเพิ่มความจุได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเยอะ แต่พอ HDD ลูกนึงเสียตอนกลางคืน ผมต้องรีบไปซื้อมาเปลี่ยนแทบไม่ทัน เพราะกลัวลูกที่เหลือจะพังตามไปด้วย เลยเข้าใจเลยว่า RAID สำคัญมากๆ สำหรับธุรกิจ
ประสบการณ์ที่ 2: ตอนที่ผมติดตั้ง Network ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ผมแนะนำให้เขาใช้ RAID 6 สำหรับ File Server ที่เก็บข้อมูลสำคัญ เพราะเขายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ผมเคยเจอเคสที่ RAID 5 พังระหว่าง Rebuild เพราะ HDD อีกตัวดันมาเสียพร้อมกัน ทำให้ข้อมูลหายหมด ซึ่ง RAID 6 ช่วยป้องกันปัญหานี้ได้
ประสบการณ์ที่ 3: ผมใช้ NAS ที่บ้านมานานหลายปี และลองใช้ทั้ง RAID 5 และ RAID 6 สลับกันไป ตอนนี้ผมใช้ RAID 6 เพราะผมมีลูกเยอะ รูปเยอะ วิดีโอเยอะ ข้อมูลสำคัญเยอะ ยอมเสียพื้นที่ไปหน่อย แต่สบายใจกว่าเยอะครับ นอกจากนี้ ผมยังใช้ วิธีตั้งค่า Failover Internet บน pfSense เพื่อให้มั่นใจว่า NAS ผมเข้าถึงได้ตลอดเวลา
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกระหว่าง RAID 5 และ RAID 6
การเลือกระหว่าง RAID 5 และ RAID 6 ขึ้นอยู่กับความต้องการและข้อจำกัดของคุณ พิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:
- ความสำคัญของข้อมูล: หากข้อมูลของคุณมีความสำคัญมากและคุณไม่สามารถยอมรับการสูญเสียข้อมูลได้ RAID 6 เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
- งบประมาณ: RAID 6 มีต้นทุนสูงกว่า RAID 5 เนื่องจากต้องการฮาร์ดดิสก์มากกว่า
- ประสิทธิภาพ: หากคุณต้องการประสิทธิภาพในการเขียนข้อมูลสูง RAID 5 อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ความแตกต่างด้านประสิทธิภาพมักจะไม่มากนักใน NAS รุ่นใหม่ๆ
- จำนวนฮาร์ดดิสก์: หากคุณมีฮาร์ดดิสก์จำนวนจำกัด RAID 5 อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
- ความเร็วในการ Rebuild: ถ้าคุณกังวลเรื่องเวลาในการ Rebuild หลัง HDD เสีย อาจจะต้องพิจารณา RAID10 ซึ่ง Rebuild เร็วกว่ามาก แต่ก็ใช้ HDD เยอะกว่า
- การ Backup: ไม่ว่าคุณจะเลือก RAID แบบไหน การ Backup ข้อมูลเป็นประจำยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด RAID ช่วยป้องกัน HDD เสีย แต่ไม่สามารถป้องกัน Ransomware หรือภัยพิบัติอื่นๆ ได้ ผมแนะนำให้ใช้ 3-2-1 Backup Rule คือ มีสำเนาข้อมูล 3 ชุด เก็บไว้ใน Media 2 แบบ และมี Offsite Backup 1 ชุด นอกจากนี้ ผมยังใช้ วิธีตั้งค่า WireGuard VPN บน MikroTik เพื่อ Backup ข้อมูลไปยัง Cloud Storage อย่างปลอดภัย
สรุป
การเลือก วิธีตั้งค่า RAID 5 vs RAID 6 บน NAS เป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของข้อมูลของคุณ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการช่วยให้คุณตัดสินใจเลือก RAID ที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้ หากคุณมีคำถามเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะสอบถาม
สุดท้ายนี้ อยากจะแนะนำว่า ถ้าคุณใช้ Proxmox VE อยู่ ลองศึกษา วิธีตั้งค่า High Availability HA บน Proxmox นะครับ จะช่วยให้ VM ของคุณทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่า Server ตัวใดตัวหนึ่งจะเสียไป
📖 อ่านเพิ่มเติม: SiamCafe.net Blog